วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอ





มะละกอ (อังกฤษ: Papaya, คำเมือง: ᨠᩖ᩠ᩅ᩠᩶ᨿᨴᩮ᩠ᩈ) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

ประโยชน์

นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้
สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้

เนื้อมะละกอสุก
สารอาหารปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน0.5 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม
แคลเซียม24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส22 มิลลิกรัม
เหล็ก0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

กล้วย

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำไท กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว กล้วยไข่ กล้วยตานี กล้วยหักมุก กล้วยเล็บมือนาง กล้วยนิ้วมือนาง กล้วยส้ม กล้วยนาค กล้วยหิน กล้วยงาช้าง ฯลฯ บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย


การใช้ประโยชน์
กล้วยเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ใบตองใช้ห่ออาหารและทำงานฝีมือหลายชนิด ลำต้นใช้ทำเชือกกล้วย กระทง

 อาหารที่ทำจากกล้วย

ส่วนต่างๆของกล้วยนำมาทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งหัวปลี หยวกกล้วย ผลทั้งสุกและดิบ ตัวอย่างเช่น กล้วยแขก กล้วยบวชชี กล้วยปิ้ง กล้วยตาก กล้วยเชื่อม ข้าวเม่าทอด กล้วยทอด



ประเภทของกล้วย
             หากสามารถรวบรวมพันธุ์กล้วยทั่วโลกมาปลูกไว้ในที่เดียวกันสวนกล้วยแปลงนั้นคงต้องใช้เนื้อที่มาก เพราะกล้วยมีสายพันธุ์หลายร้อยพันธุ์ เฉพาะในประเทศไทยก็มีถึง 323 สายพันธ์ ทดลองปลูกได้แล้ว 59 สายพันธุ์ ทั้งที่เป็นกล้วยป่า  กล้วยในท้องถิ่น  พันธุ์ที่นำมาจากต่างประเทศ  พันธุ์กล้วยที่รู้จักกันทั่วไปมีมากมาย
เช่น       กล้วยป่า 
            กล้วยตานี ผลใหญ่มีเมล็ดมาก 
            กล้วยน้ำไทหรือกล้วยหอมเล็ก            
            กล้วยไข่ในประเทศไทยนิยมปลูกมากที่จังหวัดกำแพงเพชร จึงมีคนเรียกว่ากล้วยไข่กำแพงเพชร 
            กล้วยหอมจันทร์                              
            กล้วยนมสาว  พบทางภาคใต้
            กล้วยร้อยหวี  มีผลมาก ผลขนาดเล็ก
            กล้วยหอมทองผลใหญ่
            กล้วยหอมใต้หวัน  มีผลดกกว่ากล้วยหอมทอง
            กล้วยหอมเขียวค่อม  ผลสุกโดยธรรมชาติจะมีสีเขียว  แต่ถ้าบ่มถูกวิธีก็จะมีสีเหลือง
            กล้วยนากมีผลใหญ่
            กล้วยน้ำ
            กล้วยขม
            กล้วยน้ำว้า  ถ้าแบ่งตามไส้จะมี 3 ชนิด  คือ ชนิดไส้ตรง   ชนิดไส้เหลือง  และชนิดไส้แดง
            กล้วยหักมุก  ลักษณะผลเป็นเหลี่ยมชัดเจน  เปลือกหนา 
            กล้วยส้ม  ลักษณะคล้ายกล้วยหัวมุก  แต่ผลเล็กกว่า
            กล้วยนิ้วมือนาง  ผลค่อนข้างใหญ่  ลักษณะอ้วนป้อม
            กล้วยหิน  มีมากทางภาคใต้  มีผลดกคล้ายกล้วยตานี
            กล้วยเปรี้ยว  มีรสค่อนข้างเปรี้ยว
            กล้วยแพ  ลักษณะใบแผ่ออกไปคล้ายพัด
            กล้วยบัว  ลักษณะหัวปลีคล้ายดอกบัว ต้นขนาดเล็ก  มักใช้เป็นไม้ประดับ

                    วงจรชีวิตของกล้วย
ช่อ ดอก หรือปลี (inflorescence)เป็นคำแทนภาพส่วนดอกของต้นไม้และ อิริยาบถขณะกำลังเจริญเติบโตของมัน กระนั้นก็ตามปลีกล้วยในทางการเกษตรไม่ได้มีความหมายเดียวกันกับช่อดอกไม้ของ คนขายดอกไม้ มันเป็นส่วนของต้นไม้ที่รวมผลของมันไว้ด้วย (ดอกไม้ เมื่อแก่จัดก็จะกลายเป็นส่วนที่กินได้ของต้นไม้)
ผม เห็นหัวปลีเต็มๆครั้งแรกก็ที่สวนกล้วยแห่งหนึ่งในเอกวาดอร์ ซึ่งปลูกกล้วยเชิงพาณิชย์มากกว่าประเทศอื่นใด (ก่อนหน้าผม เคยเห็นก็แต่ต้นกล้วยหลังเก็บเกี่ยวแล้ว) ที่นั่นอากาศร้อนเหนอะหนะ เสื้อของผมชุ่มเหงื่อ ผมคิดไว้ก่อนว่าจะเจอบางอย่างแบบคล้าย ๆ ต้นแอปเปิ้ล ที่ดูสะอาดตาได้สัดได้ส่วน ออกลูกเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางกิ่งใบที่แผ่ออก ตรงกันข้าม ผมกลับเห็นส่วนที่งอกออกมาห้อยโตงเตง ใหญ่เกือบเท่าลูกฟุตบอล ยืดต่อมาจากก้านหนาที่โผล่ออกมาจากตรงยอดของสิ่งซึ่งเหมือนจะเป็นลำต้นของ กล้วย (เนื่องจากในทางเทคนิคแล้วกล้วยไม่ใช่ต้นไม้ มันจึงไม่มีลำต้นจริงๆ คำใช้เรียกส่วนสำคัญค้ำต้นกล้วยที่ถูกต้องคือ ลำต้นเทียม หรือ หยวก กล้วย - pseudostem)
โคน ปลีซึ่งสุดท้ายจะงอกงามเป็นเครือกล้วยที่ตัดส่งไปยังตลาดนั้น มีอวัยวะตัวเมียของกล้วยยึดติดอยู่ (ครับ ทั้งที่กล้วยเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย แต่ส่วนที่เรากินกลับเป็นเพศหญิง) เครือ กล้วยประกอบด้วย “หวี” ซึ่งเป็นส่วนที่เราซื้อกันในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ละหวีแบ่งซอยเป็น “ลูกๆ”ที่เรากินกันนั่นเอง ดอกกระเทยที่เรียงซ้อนกันก็อยู่ถัดลงมาจากโคนปลีด้วยเช่นกัน แล้วก็มาถึงส่วนที่พิลึกพิลั่นที่สุดของต้นกล้วย หัวปลีหนักคล้ายหยดน้ำตาห้อยย้อยลงยังพื้นป่า น้าวส่วนบนของปลีลงมาในลักษณะเหมือนกับปลาเทราต์ติดเบ็ดไม้ไผ่ ส่วนนี้เป็นอวัยวะตัวผู้ของกล้วย ดอกตัวผู้นี้เป็นหมันเช่นเดียวกับอวัยวะตัวเมียที่อยู่เหนือมันขึ้นไป หัวปลีไม่ผลิตเกสรเหมือนอย่างต้นไม้ตัวผู้อื่นๆทำกันตามปรกติ ที่โดดเด่นที่สุดเหนืออื่นใดนอกจากความบริสุทธิ์ผุดผ่องของกล้วยก็คือสีของ หัวปลี สวนกล้วยจะปกคลุมด้วยแถบๆสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ แต่เจ้าหัวปลียักษ์นั่นสีม่วงแก่
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5a/Banana-male-flowers.jpg/312px-Banana-male-flowers.jpg
การ เปลี่ยนจากดอกกลายเป็นผลใช้เวลาราวหกเดือน เมื่อกล้วยออกลูกต้นแรกจะมีขนาดเล็กสีเขียวยาวไม่เกินครึ่งแท่งดินสอ ปลายชช้อนขึ้นด้านบนชี้ไปที่ยอดของต้นกล้วย ผลกล้วยจะจัดเรียงตัวเองให้อยู่ตำแหน่งเหมาะสำหรับรับแสงแดดมากที่สุด เครือโค้งของกล้วยยังดูแปลกตาด้วยเช่นกัน และไม่ใช่เพียงเพราะดูเหมือนมันจะโค้งงอไปตามกฏของแรงโน้มถ่วง เมื่อเราเห็นกล้วยตามสวน เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ามันคล้ายจะกลับหัวตีลังกามากกว่า การกลับหัวกลับหางที่ว่านี้เป็นความจริง ส่วน “ยอด” ของกล้วยที่เรากิน หรือ “จุก” ตรงที่เราเริ่มปลอกเปลือกของมันออกได้อย่างสะดวกนั้นที่จริงแล้วคือก้น และส่วนข้อเล็กๆที่ปลายสุดอีกด้านคือ ส่วนของดอกที่เหลืออยู่
ทีนี้ ถ้ากล้วยไม่มีเมล็ดและไม่มีเซ็กซ์ คุณคงอยากรู้แทบตายละสิว่าลูก ของกล้วยมาจากไหนกัน
กล้วย ก็เช่นเดียวกับต้นคริสต์มาส ลาเวนเดอร์ และ สตรอว์เบอร์รี เป็นพืชล้มลุกที่มีวงจรชีวิตหลายปี หมายความว่ามันจะเจริญเติบโต และออกดอก เป็นเท่าทวีคูณในช่วงเวลาหลายปี วงจรชีวิตของกล้วยแบ่งเป็นสองระยะที่แตกต่างกัน “ระยะวัฒนภาค” (vegetative phase) เกิดก่อน เป็นช่วงการเจริญเติบโตเพื่อตระเตรียมก่อนจะออกปลี การปรากฏตัวของปลีคือเป็นสัญญณบ่งบอกระยะที่สอง หรือ “ระยะเจริญพันธุ์” (reproductive phase) หัวใจของกล้วย ซึ่งเป็นลำต้นจริงที่ตรงข้ามกับหยวกที่ดูเหมือนลำต้นนั้น คือ เหง้า ส่วนที่รูปร่างเหมือนหลอดไฟของต้นไม้ที่อยู่ใต้ดิน สรุปแล้ว หยวกกล้วยงอกมาจากเหง้า ส่วนใบและปลีงอกจากหยวก ก็ยังเหมือนกับพืชอื่นๆ มันมีรากด้วย ระบบท่อไต้ดินนี้แผ่ไปรอบๆต้นในรัศมีไม่เกินยี่สิบฟุตเพื่อดึงน้ำและอาหารมา หล่อเลี้ยงตัวมันเองแม้จะไม่ลึกมากก็ตาม รากกล้วยยังสามารถนำศัตรูเช่นโรคตายพรายมากับมันได้ด้วย
ทั้งหมด ดำเนินไปอย่างนี้ครับ เหง้าหนึ่งจะให้กำเนิดเหง้าอื่นๆ และด้วยเหง้าหยิบมือหนึ่งก็สามารถกลายเป็นสวนกล้วยทั้งสวนได้ กระบวนการเจริญพันธุ์เกิดขึ้นได้โดยอาศัยส่วนที่เหมือนกิ่งที่เรียกว่า “หน่อ” ซึ่งก็งอกขึ้นจากเหง้าเช่นกัน หน่อนับเป็นส่วนสำคัญของการเพาะปลูกกล้วย ปรกติเหง้าหนึ่งจะให้หน่อสิบกว่าหน่อ พุ่งผ่านพื้นดินโดยรอบขึ้นมาในแนวตั้ง ในท้ายที่สุดเหง้าใหม่ก็โผล่ขึ้นเหนือพื้นดิน บางครั้งก็ห่างออกไปถึงห้าฟุตจากเหง้าแม่ บางครั้งก็เกือบจะงอกออกตรงจากตัวแม่เลย ต้นเล็กๆจะปรากฏอยู่ใต้ต้นใหญ่ที่โตเต็มที่แล้ว พวกมันเหมือนกันทั้งในแง่พันธุกรรมและรูปโฉมภายนอก และทั้งสองต้นมักถูกอ้างถึงว่าเป็นแม่กับลูกสาว ในที่สุดลูกสาวก็โตเร็วกว่าแม่ แล้ววงจรก็จะเริ่มใหม่อีกครั้ง
[437px-Flora_Sinensis_-_Banana.jpg]
กล้วย ต้นเดียวสามารถให้ผลผลิตได้สามหรือสี่ครั้งในช่วงชีวิตของมัน กล้วยหอมเขียวปรกติที่โตได้ที่จะออกลูกราวๆสิบกว่าหวี แต่ละหวีอาจมีลูกมากถึงยี่สิบลูก แม้ว่าสวนกล้วยจำนวนมากจะมีระบบชลประทานละการเก็บเกี่ยวทันสมัย แต่การเก็บเกี่ยวจริงก็ยังคงทำด้วยมือ คนงานจะตัดเครือลงมา แล้วลำเลียงมันไปยังพื้นที่ดำเนินการส่วนกลาง บางครั้งก็ด้วยการแบกขึ้นหลังไป หรือบางครั้งก็ใช้รอกชัก
ผล ของกล้วยยังคงเป็นสีเขียวตราบเท่าที่มันติดอยู่กับต้น แต่ทันทีที่ตัดลงมา มันก็จะเริ่มสุก การตัดกล้วยจะเป็นการกระตุ้นให้มันปลดปล่อยก๊าซเอธีลีน ซึ่งก็คือ ไฮโดรคาร์บอนในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนออกมา การปรากฏตัวของเอธีลีนนี้เท่ากับการเปิดฉากชุดของเหตุการณ์ที่บ่มกล้วยก่อน ไปจัดลงกล่องข้าวของคุณ รสฝาดเริ่มเปลี่ยนเป็นหวาน สารเพคติน(เอนไซม์ ที่ใช้ในการทำแยม) ลดลง ทำให้กล้วยนุ่มขึ้น คลอโรฟิลล์สลายตัวไป กล้วยเปลี่ยนเป็นจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ที่สำคัญที่สุดก็คือแป้ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ของมวลกายของกล้วยสีเขียว ก็เริ่มกลายเป็นน้ำตาล กล้วยที่ยังคาต้นมีฟรุคโตสอยู่ราว 1 เปอร์เซ็นต์ ถึงตอนที่มันถูกตัด ขนส่ง และซื้อไป และกำลังจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัวคุณนั้น สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ (หลังจาก นั้น การเน่าบูดก็จะเริ่ม จุดนี้เองที่สามารถเอาไปหมักเป็นไวน์กล้วยหรือเบียร์กล้วย ซึ่งแพร่หลายในแอฟริกา เครื่องดื่มทั้งสองชนิดนี้เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติประหลาด และรสชาตินั้นก็ยากจะหายประหลาด)
การ ทำสวยกล้วยอาศัยการปลูกใหม่เป็นระยะๆ กระบวนก็ง่ายๆ ด้วยการขุดหน่อพร้อมเหง้าไปฝังที่ไหนสักแห่งเท่านั้นเอง ในการเกษตรเชิงพาณิชย์จะเว้นระยะห่างที่วัดอย่างละเอียด ส่วนกล้วยตามหมู่บ้านนั้นมักจะปลูกแบบกะๆเอามากกว่า แต่ไม่ว่าในกรณีไหน แต่ละหน่อก็จะเติบโตเป็นต้นใหม่ หลังจากผ่านไปราวสองสามปี ต้นแม่ก็จะหยุดแตกหน่อ เมื่อสิ้นวงจรชีวิตของมัน เหง้าของกล้วยก็จะลอยจากดินกลายเป็นสิ่งที่ชาวสวนเรียกว่า “กล้วยปลดระวาง” รากและใบแห้งๆของมันแผกองทับกันบนพื้น (ตอนที่ผมออกกำลังจากสวนกล้วยใน ฮอนดูลัสคราวไปเยือนในปี 2000 หนึ่งในคนงานที่ผมอยู่ด้วยในตอนบ่ายชี้ ให้ผมดูแปลงของสวนที่กล้วยปลดระวาง พวกนี้เป็นกล้วยต้นใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็น ก็ไม่ได้สูงถึงขนาดสามสิบฟุตซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดของต้นกล้วยหรอกครับ แต่ก็สูงกว่าผมเกือบสามเท่า “คุณคงไม่อยากไปเดินในนั้นหรอก” เขาบอกผม ให้เหตุผลว่ากล้วยในระยะปลดระวางจะยึดดินไม่แน่นนัก พวกมันพร้อมจะโค่นลงมา เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายอย่างแท้จริง “คนอาจจจะตายหรือโดนทับ” ชาวสวนกล้วยบอกกับผม “ถ้าไม่ระวังให้ดี”)
จน ถึงสิ้นวงจรชีวิตของกล้วย มันอาจจะผลิตต้นลูกสาวอีกสิบกว่าต้นที่ยังคงเติบโตงอกงามต่อไป ทายาทเหล่านั้นก็จะขยายพันธุ์ไปด้วยเช่นกัน สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่แต่งงานและมีเพศสัมพันธ์แล้ว นี่นับเป็นรุปแบบความเป็นอมตะที่ออกจะน่าคิดทีเดียว มันสามารถจะดำเนินต่อไปแทบไม่รู้จบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คาดว่าจะเป็นเช่นนั้น
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/4c/Bananas.jpg/800px-Bananas.jpg